[Review] Hold me and "Never Let Me Go"

posted on 13 May 2011 19:28 by loveff in Movie-Series
Darling, Hold me,
hold me, hold me,
and never , never, never,
let me go
 
หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ เสียงร้องของ ‪Judy Bridgewater ผู้ไม่เคยมีตัวตนบนโลกใบนี้‬ยังดังอยู่ในหู
แต่ตัวหนังนี่สิ กลับไม่ค่อยหลงเหลืออะไรอยู่ในหัวสักเท่าไหร่ (=_=)
 
 
Never Let Me Go เป็นหนังที่หลายๆคนอาจจะไม่รู้จัก ถ้าไม่ใช่แฟนประจำของดารานำทั้งสามอย่าง Carey Mulligan, Keira Knightley และหนุ่มหล่อหน้าเด็ก Andrew Garfield เพราะหนังไม่ได้เข้าฉายในบ้านเรา แถมยังเจ๊งในต่างประเทศอีก (ทุนสร้าง 15 ล้านดอลลาร์ แต่หนังทำเงินได้แค่ 9.4 ล้านดอลล์)
 
รู้จัก หนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนพี่สาวแนะนำหลังไปดู The Social Network แล้วปลื้มความหล่อแอนดรูว์มากกกกกก แต่เราเพิ่งมาอยากดูจริงๆตอนอ่านบทสัมภาษณ์เคียร่า ไนท์ลีย์แล้วเธอพูดถึงหนังเรื่องนี้

จากหน้าหนัง Never Let Me Go ดูเหมือนจะเป็นหนังรักสามเส้าเราสามคน เพื่อนรักแย่งแฟนกัน อะไรทำนองนั้น
แต่ เรื่องมันไม่ได้มีแค่นั้นน่ะสิ!
 
เรื่องเล่าจากมุมมองของเคที่ เอช (แครี่ มัลลิแกน) นางเอกของเรื่อง เล่าย้อนไปถึงสมัยเด็กที่เธอ รูธ(เคียร่า ไนท์ลีย์) และทอมมี่ (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์♥) อยู่ ในโรงเรียนประจำที่มีชื่อว่า Hailsham โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลและตัดขาดจากโลกภายนอก เด็กๆก็เป็นเหมือนกบในกะลาที่ไม่มีสิทธิ์ออกนอกรั้วโรงเรียนได้แม้แต่ก้าว เดียว จนกระทั่งวันหนึ่งตัวเอกทั้งสามก็ได้รับรู้ความจริงว่าจุดมุ่งหมายแท้จริง ของชีวิตตัวเองคืออะไร
 

 
*จากนี้ไปจะสปอยล์ล่ะนะ*
 
 
โรงเรียน Hailsham เป็นแหล่งรวบรวมสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอวัยวะสำรองให้กับ มนุษย์คนอื่นๆ เป้าหมายของชีวิตทุกคนที่นี่คือการบริจาคอวัยวะ (อาจต้องบริจาค 3-4 ครั้งจนกระทั่งตาย หรือที่ในหนังเรียกว่า complete) เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้เลยไม่ได้มีแค่ประเด็นรักสามเส้า แต่ยังมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับ "ความเป็นมนุษย์" ด้วย
 
เพียงแต่ว่า เรารู้สึกว่าหนังไปไม่สุดซักทาง
(ยกเว้นความหล่อของแอนดรูว์เท่านั้นที่รู้สึกว่าสุดๆแล้วUndecided)
 
ปมปัญหารักสามเส้าของเรื่องนี้คือ เพื่อนแย่งคนที่เพื่อนรักไป คือรูธแย่งทอมมี่ไปจากเคที่
แล้วรูธก็มาเฉลยทีหลังว่าที่แย่งไปน่ะไม่ได้รักหรอกนะ แต่อิจฉาที่พวกเธอรักกัน ฉันเลยแย่งมาเพราะกลัวโดดเดี่ยว
 
ฟังดูเหมือนผู้ชายไม่มีสิทธิ์มีเสียงจะเลือกและโง่มาก (-*-)

ในแง่ความเป็นหนังรักเราถือว่าเรื่องนี้ยังสอบไม่ผ่าน เพราะเราไม่เชื่อในความรักของตัวละครเลย
ถ้าไม่เชื่อความรักของตัวละครแล้วจะให้รู้สึกซาบซึ้งก็คงยากนะ
 
ส่วนประเด็นความเจ็บปวดของการเป็นแค่อวัยวะอะไหล่ที่ทั้งสับสนถึงความหมายของ ชีวิต จิตวิญญาณ และความเป็นมนุษย์ก็พอปรากฏในหนังบ้าง แต่ไม่ได้เน้นประเด็นนี้เท่าไหร่ (ไม่ต้องพูดถึงความเป็น Sci-fi ที่ดูห่างไกลมาก)
น่าแปลกใจด้วยซ้ำว่าตัวละครยอมรับชะตากรรมที่จะต้องอายุสั้นกันได้ง่ายมาก
หนังแอ็คชั่นไซไฟของไมเคิล เบย์อย่าง The Island ยังพูดถึงประเด็นนี้ได้น่าสนใจกว่าอีก
 
อันที่จริงประเด็นรักสามเส้ากับการเป็นมนุษย์โคลนเนี่ย พอมันผสมกันแล้วสามารถขยี้หัวใจได้มากเลยนะ โดยเฉพาะเรื่องมนุษย์โคลนนี่มันเอามาแตกได้หลายปมปัญหามาก แต่เราว่าหนังเรื่องนี้ยังครึ่งๆกลางๆ ทั้งเรื่องรักและเรื่องชีวิต สุดท้ายเลยรู้สึกว่าหนังยังแหว่งๆวิ่นๆไปหลายจุด ตอนดูจบแล้วรู้สึกเหมือนได้ดูหนังไม่เต็มเรื่องชอบกลFoot in mouth
 
 
ความรู้สึกตอนที่ดูคือ รอว่าเมื่อไหร่มันจะขยี้หัวใจกันซักที
แล้วไปๆมาๆก็... อ้าว จบแล้วหรอ (=_=)?
 
จริงอยู่ที่หนังค่อนข้างเนือย ไม่ค่อยมีขึ้นมีลง อารมณ์เนิบนาบทั้งเรื่อง แต่หนังเนิบนาบหลายเรื่องก็ลุ่มลึกและงดงามได้ในแบบของมันเอง ซึ่งเราว่าหนังเรื่องนี้ยังทำได้ไม่ถึงขั้นนั้น
 
บางที อาจเป็นเพราะเราคาดหวังมากไปหน่อย ดูจากโปสเตอร์,เทรลเลอร์ และเรื่องย่อแล้ว คาดหวังว่ามันจะต้องเป็นหนังที่ heartbreaking สุดๆ ดูแล้วต้องหัวใจสลายน้ำตาไหลเป็นสายเลือด แต่ปรากฏว่าดูแล้วบางช่วงเกือบหลับ (ถ้าพระเอกไม่หล่อคงหลับไปแล้ว)
 
 
สรุปแล้วสิ่งที่ประทับใจในเรื่องนี้คือ....

- ภาพสวย เป็นส่วนที่ประทับใจที่สุดในเรื่อง
- เพลง Never Let Me Go ที่ใช้ในหนัง ตอนที่ดูนึกว่าเป็นเพลงเก่าที่เคยมีอยู่จริง เพราะมันฟังดูเก่าสมจริงมาก
- การแสดงของแครี่ มัลลิแกน โดดเด่นที่สุดในสามคน ชอบฉากที่โดนนังรูธพูดข่มจนร้องไห้ น่าสงสารจนอยากทะลุจอเข้าไปตบนังรูธเลยทีเดียว
- พระเอกหล่อมากกกกกกกกกก (≧д≦)

ตอนเด็กน่ารัก

โตมาก็หล่อสุดๆ Wink
แต่ไม่ชอบนิสัยพระเอก บางทีก็ดูโง่เป็นพระเอกละครไทยเกินไปหน่อย

พูดถึงแอนดรูว์ เราว่าเค้าเป็นคนที่ดูในภาพนิ่งหล่อกว่าเวลาเคลื่อนไหว
เป็นคนประเภทที่พอเคลื่อนไหวแล้วบางมุมก็ไม่หล่อได้เหมือนกัน และเราว่าเค้าไม่ค่อยมีเสน่ห์เท่าไหร่ (แต่ก็หล่อมากกกกก)
 
ที่ต้องมารีวิวหนังลงบล็อกทั้งๆที่ไม่ได้ทำมานานก็เพราะอยากโฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้แอนดรูว์นี่แหละ (กร๊าก) หนุ่มคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ฝีมือการแสดงก็ใช่ย่อยนะจ๊ะ แต่เรื่องนี้โดนฝีมือแครี่ มัลลิแกนกลบไปหน่อยเท่านั้นเอ๊ง
 
รอดูอเมซิ่งสไปเดอร์แมนอยู่
ชอบทั้งแอนดรูว์ที่เล่นเป็นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ แล้วก็เอ็มม่า สโตนที่เล่นเป็นเกว็น สเตซี่เลยล่ะ♥
แต่กว่าจะฉายก็อีกตั้งปีนึงแน่ะ Tongue out

Comment

Comment:

Tweet

เหมือนหล่อนจะดูแค่เนื้อของหนังน่ะ ทำเป็นเหมือนจะเข้าใจหนังเป็นอย่างดีแนะนำน่ะจะวิจารณ์อะไร อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นหลักในการให้ข้อคิดเห็น แบร่!./...............

#3 By Koong (58.8.93.103) on 2012-02-07 00:15

อ่านหนังสืออยู่ ไม่รู้ว่ามีแผ่นขายที่ไหนบ้างครับ ขอบคุณครับ

#2 By himham (202.183.155.5) on 2012-01-04 20:03

อยากดูครับ

#1 By คนขับช้า on 2011-07-06 21:17